การฝังแร่รักษามะเร็ง

เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ป่วยเดินทางไปรับการฝังแร่แบบถาวรเพื่อรักษาโรคมะเร็งจากต่างประเทศ ซึ่ง การฝังแร่แบบถาวรเพื่อรักษาโรคมะเร็งมีความแตกต่างจากการรักษาวิธีการอื่นๆ  เพราะอาจมีผลกระทบด้านสุขภาพต่อคนรอบข้าง โดยหากที่ผู้ป่วยยังมีการแผ่รังสีปริมาณสูงออกจากร่างกายอยู่ โดยเฉพาะเด็กและสตรีมีครรภ์มีโอกาสได้รับผลกระทบสูงกว่าคนทั่วไป

วันนี้กรมการแพทย์ ขอให้ข้อมูลทางวิชาการ ใน 3 ประเด็นหลัก คือ

  1. การฝังแร่รักษาโรคมะเร็ง
  2. คำแนะนำสำหรับประชาชนเรื่องอันตรายจากการได้รับรังสี
  3. ศูนย์ข้อมูลการรักษาโรคมะเร็ง

1.การฝังแร่รักษาโรคมะเร็ง

โดยทั่วไปการฝังแร่รักษาโรคมะเร็งนั้น แบ่ง เป็น 2 รูปแบบหลักคือ การใส่แร่แบบชั่วคราว และการฝังแร่แบบถาวร การใส่แร่แบบชั่วคราวนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ของการใส่แร่รักษามะเร็งจะอยู่ในกลุ่มนี้ เป็นการใส่แร่ในอวัยวะที่เป็นมะเร็งโดยตรง หรือใกล้เคียงกับอวัยวะนั้น เพื่อให้ตัวแร่ปล่อยรังสีออกมาตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วดึงแร่ออก โดยที่วิธีนี้จะไม่มีเม็ดแร่และไม่มีรังสีตกค้างในตัวผู้ป่วยเลย ทำให้ไม่เกิดอันตรายแก่บุคคลรอบข้าง ตัวแร่ที่ใช้กันบ่อยในปัจจุบัน คือ อิริเดียม-192, ซีเซียม-137 โรคมะเร็งที่นิยมใช้การรักษาโดยการใส่แร่แบบชั่วคราว เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก
ส่วนการฝังแร่แบบถาวรนั้น ตัวแร่ยังค้างอยู่ในอวัยวะและปล่อยรังสีอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยแร่จะปล่อยรังสีน้อยลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาครึ่งชีวิตของแร่ประเภทนั้น ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน คือ การฝังแร่ไอโอดีน-125 แบบถาวรในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก
สำหรับไอโอดีน-125 ที่นำมาใช้ในการรักษา เป็นเม็ดแร่ที่หุ้มอยู่ในแคปซูลไททาเนียม ขนาดกว้าง 1 มม. ยาว 5 มม. โดยประมาณ มีค่าครึ่งชีวิต 60 วันให้รังสีแกมม่าพลังงานต่ำเพียง 28 KeV ซึ่งเทียบเท่ากับรังสีที่ได้รับจากการตรวจเอ็กซเรย์เต้านม(แมมโมแกรม) สามารถป้องกันการแผ่รังสีไปให้บุคคลข้างเคียงทำได้ไม่ยาก แต่อย่างไรก็ตามปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยและบุคคลรอบข้างที่ได้รับนั้น ขึ้นกับจำนวนเม็ดแร่ที่ฝังอีกด้วย
ประเทศไทยมีการรักษาโรคมะเร็งโดยการฝังแร่ทั้งสองวิธีมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว โดยยึดแนวทาง
การรักษาตามมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วโลกว่ามีประโยชน์กับผู้ป่วยจริง โดยมีโรงพยาบาลที่ให้บริการใส่แร่แบบชั่วคราวทั่วประเทศทั้งของภาครัฐและเอกชน จำนวน  22 โรงพยาบาล ส่วนการฝังแร่แบบถาวรมีจำนวน 8 โรงพยาบาล
กรณีที่โรงพยาบาลในประเทศจีน นำแร่ไอโอดีน-125 มาใช้ในการรักษามะเร็งของอวัยวะอื่นๆ นั้น ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เชิงประจักษ์ที่ยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกว่าใช้ได้ผลจริง ยังไม่มีความชัดเจน ว่าสามารถเพิ่มระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งอวัยวะอื่นๆได้จริง

2. คำแนะนำสำหรับประชาชนเรื่องอันตรายจากการได้รับรังสี

ผลกระทบด้านสุขภาพจากการได้รับรังสีขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาที่ได้รับ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ 1. ผลกระทบจากการที่ได้รับรังสีปริมาณน้อยแต่ยาวนานและ 2. ผลกระทบจากการได้รับรังสีปริมาณมากในระยะสั้น
ในกรณีที่ได้รับรังสีปริมาณที่น้อยแต่ยาวนาน ไม่สามารถบอกได้ว่าผลนั้นจะมี อาการอย่างไรและรุนแรงเพียงใดแต่โดยทั่วไปแล้วยอมรับกันว่าการเกิดเป็นมะเร็งเป็นผลอย่างหนึ่งของการได้รับรังสีในระยะยาว นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมในร่างกายได้อีกด้วย
ส่วนผลกระทบจากการได้รับรังสีปริมาณมากในระยะเวลาอันสั้น นั้นก่อให้เกิดอาการต่างๆ ทั้งนี้ระดับความรุนแรงของอาการนั้น ขึ้นกับปริมาณรังสีที่ได้รับ ตั้งแต่ คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยล้า ผมร่วง ท้องร่วง ตกเลือด ระบบประสาทส่วนกลางถูกทำลาย หมดสติ

3. ศูนย์ข้อมูลการรักษาโรคมะเร็ง

สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เดินทางไปรักษาที่ประเทศจีนมาแล้ว ขอให้มาพบแพทย์เพื่อแจ้งข้อมูลแก่แพทย์ผู้รักษาเพื่อทำการตรวจว่าได้รับการฝังแร่มาหรือไม่ หรือติดต่อที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติและโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาคทั้ง 7 แห่งทั่วประเทศ
ส่วนผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคมะเร็งรูปแบบต่างๆ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ข้อมูลการรักษาโรคมะเร็ง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ หมายเลข 02-354-7036, 02-354-8898 และโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาคทั้ง 7 แห่งทั่วประเทศ

• ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- •